ผัดกะเพรา
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: "เมนูสิ้นคิด" ที่ไม่สิ้นคิดของบ้านเรา! บางทีตอนเช้าๆ ก็จะตันๆ นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรให้คุณสามีกับเจ้าตัวเล็กทาน แต่เมนูที่ง่ายและไวที่สุด แถมยังถูกใจทุกคนในบ้านเสมอ ก็หนีไม่พ้น "ผัดกะเพรา" นี่แหละค่ะ แค่เดินไปเด็ดใบกะเพราหอมๆ กับต้นหอมจากสวนหลังบ้าน ก็พร้อมลงกระทะแล้ว เป็นเมนูง่ายๆ ที่แสดงความรักและความใส่ใจให้ครอบครัวได้ดีที่สุด เพราะเคล็ดลับจริงๆ คือการทำให้คนที่เรารักทานนี่แหละค่ะ
วัตถุดิบ (สำหรับ 2-3 ท่าน):
- หมูสับ (ติดมันเล็กน้อย) 150 กรัม
- กุ้งสด สับหยาบ 100 กรัม
- ใบกะเพราบ้าน (เด็ดเฉพาะใบ) 1 ถ้วยตวง
- พริกขี้หนูสวน (เขียว-แดง) 10-15 เม็ด
- กระเทียมไทย 5-7 กลีบ
- ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1.5 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วดำหวาน 0.5 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 0.5 ช้อนชา
- น้ำเปล่า หรือ น้ำซุป 3 ช้อนโต๊ะ
เคล็ดลับก้นครัว:
- ความหอมของกระทะ: ผัดกะเพราให้อร่อยต้องใช้ไฟแรงและผัดเร็วๆ ครับ จะได้กลิ่นหอมไหม้ของกระทะนิดๆ ที่เรียกว่า "Wok Hei" ซึ่งเป็นหัวใจของผัดกะเพราเลย
- หมูและกุ้ง: การใช้ทั้งหมูและกุ้งสับผสมกัน จะทำให้รสชาติมีมิติมากขึ้น ได้ทั้งความนุ่มของหมูและความเด้งของกุ้งในคำเดียว
- กะเพราต้องสด: ใส่ใบกะเพราเป็นขั้นตอนสุดท้ายและผัดเร็วๆ แค่พอสลด จะช่วยรักษากลิ่นหอมของกะเพราไว้ได้ดีที่สุดครับ
วิธีทำ:
- เตรียมเครื่อง: โขลกพริกขี้หนู (เขียว-แดง) และกระเทียมเข้าด้วยกันแบบหยาบๆ
- ตั้งกระทะ: ใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันพืช พอร้อนได้ที่ใส่พริกกระเทียมที่โขลกไว้ลงไปผัดจนหอมฉุย
- ผัดเนื้อสัตว์: ใส่หมูสับลงไปผัดยีให้กระจายตัว พอหมูเริ่มสุกตามด้วยกุ้งสับ ผัดพอให้กุ้งเริ่มเปลี่ยนสี
- ปรุงรส: ปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำมันหอย, ซีอิ๊วดำหวาน, และน้ำตาลทราย ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว
- เติมน้ำซุป: เติมน้ำเปล่าหรือน้ำซุปลงไปเล็กน้อย เพื่อให้มีน้ำคลุกคลิกและเครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อดีขึ้น ผัดเร็วๆ
- ขั้นตอนสุดท้าย: ใส่ใบกะเพราและต้นหอมซอยลงไป เร่งไฟแรงขึ้นแล้วผัดเร็วๆ แค่พอผักสลด ปิดไฟได้เลย
- จัดเสิร์ฟ: ตักราดบนข้าวสวยร้อนๆ ทานคู่กับไข่ดาวกรอบๆ ไข่แดงเยิ้มๆ จะอร่อยที่สุดครับ
ภาพประกอบ:
คลิปประกอบ: กับข้าวเช้านี้
แกงหน่อไม้หวาน
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: ปกติสาวแว่นจะคุ้นเคยกับแกงหน่อไม้สูตรของแม่ที่ใส่หน่อไม้บง แต่มีอยู่วันนึงไปตลาดแล้วเจอ "หน่อไม้หวาน" หน้าตาแปลกๆ ที่ไม่เคยลอง ด้วยความอยากรู้เลยตัดสินใจลองทำดูค่ะ เป็นการทำครั้งแรกแบบ "มั่วๆ" แต่ผลลัพธ์คือติดใจเลย! มันหวานอร่อยสมชื่อจริงๆ จนสามีกับลูกๆ ยังชม เมนูนี้เลยกลายเป็นเมนูโปรดอีกหนึ่งเมนูของบ้านเราไปเลยค่ะ
วัตถุดิบ (สำหรับ 3-4 ท่าน):
- สำหรับแกง:
- กระดูกหมูอ่อน 400 กรัม
- หมูสามชั้น หั่นชิ้นพอดีคำ 150 กรัม
- หน่อไม้หวาน ต้มสุก หั่นชิ้น 500 กรัม
- ข้าวโพดหวาน หั่นท่อน 1 ฝัก
- น้ำยานางคั้นสด 1 ลิตร
- ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่น้ำ) 3 ช้อนโต๊ะ
- ผักสะแงะ (หรือใบแมงลัก/ชะอม) 1 กำมือ
- น้ำปลาร้าต้มสุก 3-4 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- สำหรับพริกแกง:
- พริกขี้หนูแห้ง (แช่น้ำ) 10 เม็ด
- พริกจินดาแดงสด 5-7 เม็ด
- หอมแดง 5 หัว
- กระเทียมไทย 10 กลีบ
- ตะไคร้ (ซอย) 2 ช้อนโต๊ะ
- ข่า (ซอย) 1 ช้อนชา
- ผิวมะกรูด (ซอย) 1/2 ช้อนชา
- กะปิอย่างดี 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
เคล็ดลับก้นครัว:
- หัวใจของความนัว: ความอร่อยของแกงหน่อไม้สไตล์อีสานอยู่ที่ "ปลาร้า" เลยครับ ต้องเลือกยี่ห้อที่ต้มสุกและกลิ่นหอม จะทำให้แกงมีรสชาติล้ำลึกขึ้นมาก
- เพิ่มความข้น: "ข้าวเบือ" หรือข้าวเหนียวที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วนำมาตำให้ละเอียด คือเคล็ดลับที่ขาดไม่ได้ในการทำให้น้ำแกงข้นนัวแบบธรรมชาติ
- ความหวานจากธรรมชาติ: นอกจากหน่อไม้หวานแล้ว การใส่ข้าวโพดหวานลงไปด้วย จะช่วยเพิ่มรสหวานและเท็กซ์เจอร์กรุบๆ ให้แกงอร่อยขึ้นไปอีกระดับครับ
วิธีทำ:
- เตรียมวัตถุดิบ: ต้มหน่อไม้หวานแล้วเทน้ำทิ้ง 1-2 ครั้งเพื่อลดความขม จากนั้นหั่นเป็นชิ้นพอดีคำพักไว้ ตำข้าวเบือกับพริกแกงที่โขลกไว้ให้ละเอียดเข้ากัน
- ตั้งหม้อ: ใส่น้ำยานางลงในหม้อ ตามด้วยพริกแกงที่โขลกกับข้าวเบือไว้ คนให้ละลายเข้ากัน
- เคี่ยวกระดูกหมู: ใส่กระดูกหมูและหมูสามชั้นลงไป เคี่ยวด้วยไฟกลางประมาณ 30-45 นาที หรือจนเนื้อหมูเปื่อยนุ่ม
- ใส่หน่อไม้: เมื่อหมูเปื่อยได้ที่แล้ว ใส่หน่อไม้หวานและข้าวโพดลงไป ต้มต่ออีกประมาณ 10-15 นาที
- ปรุงรส: ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าและน้ำปลา ชิมรสชาติให้ออกเค็มนำ หวานตามธรรมชาติจากหน่อไม้และข้าวโพด
- ขั้นตอนสุดท้าย: เมื่อรสชาติลงตัวแล้ว เร่งไฟให้เดือดอีกครั้ง แล้วใส่ผักสะแงะหรือผักที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากันแล้วปิดไฟทันทีเพื่อรักษาความหอมและสีสันของผัก
- จัดเสิร์ฟ: ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟร้อนๆ กับข้าวเหนียวหรือข้าวสวยก็อร่อยไม่แพ้กันครับ
ภาพประกอบ:
คลิปประกอบ: แกงหน่อไม้หวานเพิ่งเคยกินครั้งแรก
ซอยจุ๊
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: เมนูแห่งความทรงจำ... ซอยจุ๊ ที่บ้านเราไม่ได้ทำบ่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูพิเศษที่นานๆ ครั้งจะได้รวมตัวกันกิน ตอนเด็กๆ จะตื่นเต้นมากเวลารู้ว่าวันนี้จะได้กินซอยจุ๊ เพราะมันหมายถึงการเฉลิมฉลองอะไรบางอย่าง การได้ล้อมวงกินกับพี่น้องญาติๆ มันเป็นความสุขที่หาที่ไหนไม่ได้จริงๆ ค่ะ เมนูนี้เลยเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความผูกพันในครอบครัวเราเลย
คำเตือนจากสาวแว่น: การบริโภคเนื้อวัวดิบมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ควรเลือกเนื้อที่สดใหม่ สะอาด และมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น หากไม่มั่นใจ ควรนำไปลวกให้สุกก่อนรับประทาน
ส่วนประกอบหลัก (สำหรับ 3-4 ท่าน):
- เนื้อวัวสดใหม่: 500 กรัม (เลือกส่วนที่นุ่ม เช่น สันใน, น่องลาย, เสือร้องไห้)
- เครื่องในวัว (เลือกตามชอบ): ตับวัวสด, ผ้าขี้ริ้ว, ขอบกระด้ง (ทำความสะอาดและเตรียมให้พร้อม)
- ดีวัวสด: 2-3 ช้อนโต๊ะ (สำหรับเพิ่มความขมตามชอบ)
- ผักเคียง: ถั่วฝักยาว, แตงกวา, ใบโหระพา, ผักชีฝรั่ง, ผักกาดหอม, พริกสด, กระเทียม
ส่วนประกอบน้ำจิ้มแจ่ว (สำคัญมาก!):
- น้ำปลาดี 3 ช้อนโต๊ะ
- ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกป่น (ตามชอบ) 1-2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาวสด 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- (เพลี้ยอ่อน หรือ ดีวัวสด ถ้าใช้)
เคล็ดลับก้นครัว:
- หัวใจคือความสด: ซอยจุ๊จะอร่อยที่สุดเมื่อใช้เนื้อวัวที่สดใหม่มากๆ เนื้อต้องไม่มีกลิ่นคาว และมั่นใจในความสะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้
- การหั่นเนื้อ: หั่นเนื้อตามขวางของลายเนื้อจะช่วยให้เนื้อไม่เหนียวและเคี้ยวง่ายขึ้น
- น้ำจิ้มจัดจ้าน: น้ำจิ้มแจ่วที่ดีจะช่วยชูรสชาติของซอยจุ๊ได้เป็นอย่างดี ปรุงให้มีรสเค็ม เปรี้ยว เผ็ด และความขมจากดีวัวตามความชอบของคุณ
วิธีทำ:
- เตรียมเนื้อและเครื่องใน: ล้างเนื้อวัวและเครื่องในให้สะอาด ซับน้ำให้แห้งสนิท หั่นเนื้อวัวและตับเป็นชิ้นพอดีคำ ส่วนเครื่องในที่เหลือ (เช่น ผ้าขี้ริ้ว) ควรนำไปลวกพอสุกแล้วหั่น
- เตรียมผักเคียง: ล้างผักเคียงทั้งหมดให้สะอาด จัดใส่จานพักไว้
- ทำน้ำจิ้มแจ่ว: ในชามผสม ใส่น้ำปลา, พริกป่น, ข้าวคั่ว, น้ำมะนาว, หอมแดงซอย, ผักชีฝรั่งซอย, ต้นหอมซอย และดีวัวสด (ถ้าใช้) คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติและปรับตามชอบ
- จัดจานและเสิร์ฟ: จัดเนื้อวัวสดและเครื่องในที่เตรียมไว้ลงในจาน เสิร์ฟพร้อมผักเคียงและน้ำจิ้มแจ่วที่ปรุงไว้
ภาพประกอบ:
คลิปที่เกี่ยวข้อง: ทำหมูกระทะกินที่นาผักไม่ได้ซื้อ
แกงน่ออ้อ
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: แกงน่ออ้อ เมนูบ้านๆ ที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ หน่ออ้อที่เก็บได้จากริมแม่น้ำโขง หรือบางทีก็ได้มาจากญาติๆ ที่ไปหามาให้ เป็นวัตถุดิบหลักที่สาวแว่นเอามาแกงรวมกับผักพื้นบ้านอื่นๆ ปรุงรสด้วยปลาร้านัวๆ กับข้าวเบือหอมๆ เมนูนี้เป็นมากกว่าอาหาร เพราะมันคือรสชาติของบ้านเกิด ความอบอุ่นในวัยเด็ก และความผูกพันของครอบครัวเราค่ะ
วัตถุดิบ (สำหรับ 3-4 ท่าน):
- หน่ออ้อ (หน่อไม้) ต้มสุก 500 กรัม (เลือกแบบอ่อนๆ)
- น้ำยานางคั้นสด 1 ลิตร
- พริกสด (โขลกหยาบ) 5-7 เม็ด (ปรับตามชอบ)
- ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมแดง 3 หัว
- ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่น้ำ โขลกละเอียด) หรือ ข้าวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
- ปลาร้าต้มสุก 3-4 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามชอบ)
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ (ปรับรส)
- ผักพื้นบ้านตามชอบ (เช่น มะเขือพวง, หน่อหวาย, เห็ด, ชะอม) 1 ถ้วย
เคล็ดลับก้นครัว:
- ลดความขมหน่ออ้อ: หัวใจสำคัญคือการต้มหน่ออ้อในน้ำเดือดหลายๆ ครั้ง แล้วเทน้ำทิ้งจนหมดรสขมสนิทก่อนนำมาแกง จะทำให้แกงมีรสชาติกลมกล่อมไม่ขมติดลิ้น
- ความหอมจากข้าวเบือ: การใส่ข้าวเบือจะช่วยให้น้ำแกงข้นนัว และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของข้าว หรือถ้าชอบแบบใสหน่อยก็ใช้ข้าวคั่วบดแทนได้
- ปลาร้าคือหัวใจ: ปลาร้าดีมีชัยไปกว่าครึ่งครับ เลือกปลาร้าที่สะอาด ต้มสุก กลิ่นหอม จะทำให้แกงมีรสชาติอร่อยและกลมกล่อมอย่างแท้จริง
วิธีทำ:
- เตรียมหน่ออ้อ: นำหน่ออ้อ (หน่อไม้) มาต้มในน้ำเดือดหลายๆ ครั้งจนหายขมสนิท จากนั้นหั่นเป็นชิ้นพอดีคำพักไว้
- เตรียมเครื่องแกง: โขลกพริกสด ตะไคร้ และหอมแดงให้พอละเอียด (ถ้าใช้ข้าวเบือให้โขลกข้าวเบือลงไปด้วย)
- ตั้งหม้อ: ใส่น้ำยานางคั้นสดลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด
- ใส่เครื่องแกง: ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป คนให้ละลายเข้ากัน
- ใส่หน่ออ้อและผัก: ใส่หน่ออ้อที่เตรียมไว้และผักพื้นบ้านต่างๆ ลงไป ต้มจนผักสุกนิ่ม
- ปรุงรส: ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าต้มสุกและน้ำปลา ชิมรสชาติให้ออกเค็มนำ หวานปลาย (จากผัก) และมีกลิ่นหอมปลาร้า ปรับรสตามชอบ
- จัดเสิร์ฟ: ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟร้อนๆ กับข้าวเหนียวหรือข้าวสวยก็อร่อยไม่แพ้กันครับ
ภาพประกอบ:
คลิปประกอบ: แกงน่ออ้อตำบักหุ่ง
ส้มปลาซิว
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: 'ส้มปลาซิว' เมนูที่บอกเล่าเรื่องราวการถนอมอาหารของคนอีสานได้เป็นอย่างดีค่ะ สมัยก่อนเวลาหน้าปลาเยอะๆ เราก็จะนำปลาซิวตัวเล็กๆ ที่จับได้มาทำเป็นส้มปลาซิวเก็บไว้กินได้นานๆ เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เรามีอาหารอร่อยๆ กินตลอดทั้งปี แม้จะอยู่นอกฤดู เมนูนี้ไม่เพียงอร่อย แต่ยังเป็นเหมือนตัวแทนของความรักและความผูกพันในครอบครัวที่ช่วยกันทำ ช่วยกันกินค่ะ
วัตถุดิบ (สำหรับ 1 กระปุกเล็ก):
- ปลาซิวสด (ทำความสะอาดแล้ว) 200 กรัม
- ข้าวเหนียวนึ่งสุก (บี้ให้กระจาย) 1/2 ถ้วย
- กระเทียมกลีบใหญ่ (โขลกละเอียด) 3 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1.5 ช้อนโต๊ะ
- ผงชูรส 1 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้)
เคล็ดลับก้นครัว:
- ความสะอาดสำคัญที่สุด: การทำส้มปลาซิวต้องเน้นความสะอาดมากๆ ตั้งแต่การเลือกปลา การล้าง และภาชนะที่ใช้หมัก เพื่อป้องกันการเน่าเสีย
- ปลาซิวต้องสด: เลือกปลาซิวที่สดใหม่ ไม่มีกลิ่นคาว จะช่วยให้ส้มปลาซิวมีรสชาติดีและอร่อย
- ข้าวเหนียวช่วยหมัก: ข้าวเหนียวจะช่วยให้เกิดกระบวนการหมัก ทำให้ปลามีรสชาติเปรี้ยวอมเค็ม และมีเนื้อสัมผัสที่น่ารับประทาน
- การหมักที่เหมาะสม: การหมักในภาชนะปิดสนิทในอุณหภูมิห้อง ประมาณ 3-5 วัน หรือจนกว่าจะได้รสชาติเปรี้ยวที่ต้องการ
วิธีทำ:
- เตรียมปลาซิว: นำปลาซิวมาทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน ล้างน้ำหลายๆ ครั้งจนสะอาดและสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิท
- ผสมส่วนผสม: ในชามผสมขนาดใหญ่ ใส่ปลาซิว ข้าวเหนียวนึ่งสุกบี้ กระเทียมโขลก เกลือ และผงชูรส
- คลุกเคล้า: ใช้มือขยำส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี ประมาณ 5-10 นาที จนรู้สึกว่าส่วนผสมเข้าเนื้อปลา
- บรรจุและหมัก: นำส่วนผสมปลาซิวที่คลุกเคล้าแล้วบรรจุลงในภาชนะที่สะอาดและแห้งสนิท กดให้แน่น ไล่อากาศออก แล้วปิดฝาให้สนิท
- หมัก: เก็บภาชนะไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 3-5 วัน หรือจนกว่าส้มปลาซิวจะมีรสชาติเปรี้ยวที่ต้องการ (สามารถชิมรสได้หลังวันที่ 3)
- จัดเก็บ: เมื่อได้รสชาติที่ชอบแล้ว สามารถนำไปปรุงสุกเพื่อรับประทานได้ทันที หรือเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อชะลอการเปรี้ยว
ภาพประกอบ:
คลิปประกอบ: ของกินที่ประหยัดงบได้เยอะเลย
ยำสลัด
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: ยำสลัดนี่เป็นเมนูโปรดของบ้านเราเลยค่ะ ยิ่งช่วงไหนผักสลัดในสวนงามๆ นะคะ ก็จะชวนลูกๆ ไปช่วยกันเก็บผัก มาทำยำสลัดกินกัน ยิ่งทำกินกันเองแบบนี้ยิ่งอร่อยค่ะ เพราะได้ผักสดๆ จากธรรมชาติ เมนูนี้พิเศษตรงที่น้ำยำของเราเป็นน้ำสลัดที่ทำขึ้นเองจากน้ำมัน ไข่แดง และเครื่องปรุงต่างๆ ปรุงรสจัดจ้านแบบบ้านๆ แต่เข้ากันได้ดีกับหมูยอลวก ไข่ต้ม แถมสามียังเป็นคนทำน้ำยำเองด้วยนะคะ เมนูนี้เลยเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความสุขและความเรียบง่ายในครอบครัวเราค่ะ
วัตถุดิบ (สำหรับ 2-3 ท่าน):
- สำหรับยำ:
- ผักสลัดและผักตั้งโอ๋ (หรือผักอื่นๆ ตามชอบ) 2 ถ้วย
- หมูสไลด์ลวกสุก 100 กรัม
- หมูยอลวกสุก หั่นชิ้น 100 กรัม
- ไข่ต้มยางมะตูม 2 ฟอง (ผ่าครึ่ง)
- ต้นหอมซอยและผักชีซอย อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ
- สำหรับน้ำยำ (น้ำสลัด):
- น้ำมัน (เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันรำข้าว) 1 ถ้วย
- ไข่แดง (จากไข่ไก่) 1 ฟอง
- น้ำส้มสายชู หรือ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1/2 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยขาวป่นเล็กน้อย
- (อาจเพิ่มมัสตาร์ดเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติและความคงตัว)
เคล็ดลับก้นครัว:
- ผักสดคือหัวใจ: เลือกผักสลัดที่สดใหม่ กรอบ จะทำให้ยำสลัดอร่อยยิ่งขึ้น
- การทำน้ำสลัด: ค่อยๆ ใส่น้ำมันลงในไข่แดงทีละน้อยพร้อมกับคนหรือปั่นตลอดเวลา เพื่อให้น้ำสลัดขึ้นฟูและไม่แยกตัว การควบคุมอุณหภูมิของส่วนผสมก็สำคัญเช่นกัน
- หมูและหมูยอ: ควรลวกหมูและหมูยอให้พอสุก ไม่ลวกนานเกินไปจะทำให้แข็งกระด้าง
วิธีทำ:
- เตรียมผัก: ล้างผักสลัด ผักตั้งโอ๋ ต้นหอม และผักชีให้สะอาด หั่นผักสลัดและผักตั้งโอ๋เป็นชิ้นพอดีคำ ส่วนต้นหอมและผักชีซอยเตรียมไว้
- เตรียมเนื้อสัตว์และไข่: ลวกหมูสไลด์และหมูยอให้สุก พักไว้ หั่นหมูยอเป็นชิ้นพอดีคำ ปอกเปลือกไข่ต้มและผ่าครึ่ง
- ทำน้ำยำ (น้ำสลัด): ในชามผสม ใส่ไข่แดง น้ำส้มสายชู (หรือน้ำมะนาว) เกลือ น้ำตาลทราย และพริกไทยขาวป่นเล็กน้อย ใช้ตะกร้อมือหรือเครื่องปั่นไฟฟ้า ค่อยๆ ใส่น้ำมันลงไปทีละน้อย พร้อมกับคนหรือปั่นตลอดเวลาจนน้ำสลัดข้นเป็นเนื้อเดียวกัน ชิมรสชาติและปรับตามชอบ
- ยำ: นำผักสลัด ผักตั้งโอ๋ หมูสไลด์ และหมูยอใส่ลงในชามน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากันเบาๆ
- จัดเสิร์ฟ: ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมผักสด
ภาพประกอบ:
คลิปประกอบ: ถึงฤดูกาลทำยำสลัด
ต้มจืดผักขมใส่กระดูกหมู
เรื่องเล่าจากสาวแว่น: เมนูบ้านๆ ที่ทำง่าย อร่อย และได้สารอาหารครบถ้วนค่ะ ผักขมนี่เก็บได้จากสวนหลังบ้านสดๆ เลย ยิ่งได้กระดูกหมูอ่อนๆ มาต้มด้วยกันนะ น้ำซุปจะหวานหอมกลมกล่อมมาก เหมาะกับวันที่อยากกินอะไรร้อนๆ คล่องคอ และทำให้น้องเฌอทานได้ด้วยค่ะ เป็นเมนูที่ทำกี่ทีก็หมดหม้อ
วัตถุดิบ (สำหรับ 2-3 ท่าน):
- กระดูกหมูอ่อน 300-400 กรัม
- ผักขม (Amaranth) 1 กำมือ (เด็ดเอาแต่ใบ)
- เห็ดฟาง (หรือเห็ดอื่นๆ ตามชอบ) 1/2 ถ้วย
- หอมแดง 2 หัว (บุบพอแตก)
- กระเทียม 3 กลีบ (บุบพอแตก)
- รากผักชี 1 ราก (บุบพอแตก)
- น้ำเปล่า หรือ น้ำซุป 1 ลิตร
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามชอบ)
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามชอบ)
- พริกไทยป่นเล็กน้อย
เคล็ดลับก้นครัว:
- ต้มกระดูกหมู: ควรลวกกระดูกหมูในน้ำเดือดสักครู่ แล้วเทน้ำทิ้งก่อนนำมาต้มจริง จะช่วยลดกลิ่นคาวและทำให้ซุปใส
- ผักขม: ใส่ผักขมตอนน้ำซุปเดือดจัด และไม่ควรต้มนานเกินไป จะทำให้ผักเละและเสียคุณค่าทางอาหาร
วิธีทำ:
- ต้มกระดูกหมู: ล้างกระดูกหมูให้สะอาด ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม ใส่หอมแดง กระเทียม รากผักชี ต้มด้วยไฟกลางจนเดือด ลดไฟลง เคี่ยวต่อจนกระดูกหมูเปื่อยนุ่ม (ประมาณ 30-45 นาที)
- ปรุงรส: ปรุงรสด้วยน้ำปลาและซีอิ๊วขาว ชิมรสชาติให้กลมกล่อม
- ใส่เห็ดและผัก: เมื่อน้ำซุปเดือด ใส่เห็ดฟางและผักข่มลงไป ต้มพอผักสุก (ไม่ต้องต้มนาน)
- จัดเสิร์ฟ: ตักใส่ชาม โรยพริกไทยป่นเล็กน้อย เสิร์ฟร้อนๆ
ภาพประกอบ:
คลิปประกอบ: กับข้าวมื้อนี้มีแต่แนวแซบๆ
